แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิฐมวลเบาราคา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิฐมวลเบาราคา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

การใช้งานอิฐมวลเบา กับการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ

วิธีการติดตั้งคานทับหลังสำเร็จรูป (Lintel)  
   สำหรับผนังอิฐมวลเบาที่มีความหนา 10 ซม.ขึ้นไปนั้น สามารถใช้ทับหลังสำเร็จรูป แทนการหล่อทับหลัง ค.ส.ล.ได้ โดยวางทับหลังสำเร็จรูปลงบนตัวก้อนอิฐมวลเบาทั้งสองด้าน (ไม่ให้น้ำหนักถ่ายลงบนวงกบโดยตรง) โดยต้องมีระยะนั่งของบ่าทั้งสองด้านเพียงพอ ตามตาราง ทั้งนี้ขนาดมาตรฐานของคานทับหลังสำเร็จรูป มีความยาวตั้งแต่ 1.20 ม. จนถึง 3.60 ม. ทุกๆ ช่วง 0.30 ม. ความหนา 10, 12.5 และ 20 ซม.
การฝังท่อร้อยสายไฟหรือท่อประปา
1. กำหนดแนวที่ต้องการฝังท่อ โดยใช้ดินสอขีดทำเครื่องหมายลงบนผนังอิฐมวลเบา หรือใช้เต้าตีเส้น โดยมีขนาดทีใกล้เคียงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ
2. ใช้มอเตอร์เจียรที่เป็นใบพัดแบบตัดคอนกรีต ตัดตามแนวที่กำหนดไว้ ให้มีความลึกเท่ากับขนาดท่อ โดยความลึกสูงสุดไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของความหนาของตัวก้อน
3. ใช้สิ่วตอกเพื่อแซะเนื้อของตัวก้อนอิฐมวลเบาออกตามแนวที่ได้เจียรไว้ แล้วใช้เหล็กขูดเซาะร่องขูดเก็บส่วนที่ยังมีเศษติดค้างอยู่ให้เรียบร้อย พร้อมที่จะใส่ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อประปา

ข้อแนะนำในการเจาะและยึดแขวนวัสดุ
หลังจากทำการฉาบผนังอิฐมวลเบาเรียบร้อยแล้ว หากต้องการตอกตะปูเพื่อใช้ในการยึดแขวนวัสดุหรือของใช้ต่างๆ ให้ฝังในพุกไนล่อนหรือพุกเหล็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดตะปูให้แน่นได้เป็นอย่างดี แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน UX แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน SX แสดงรูปร่างของพุกเหล็ก FMD
ขั้นตอนการเจาะยึดแขวนวัสดุ
ขั้นตอนที่ 1
     แบบติดตายตัว กำหนดความสูงของชั้นวางบนสุดก่อนโดยทั่วระยะจากพื้น ทำเครื่องหมายที่รูของขาฉากให้ขาด้านยาวเป็นด้านที่ติดผนัง และขาด้านสั้นรองรับแผ่นชั้น แล้วใช้สว่านเจาะเพื่อยึดด้วยสกรูโดยพยายามหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่เป็นผนังโปร่งไม่มีโครงยึด
ขั้นตอนที่ 2
     ถ้าติดตั้งชั้นวางเข้ากับผนังยิปซั่มหรือผนังปูน จะต้องใช้พุกที่เหมาะสมกับชนิดผนังเช่น ผนัง ยิปซั่มใช้พุกแบบมีปีก ผนังปูนใช้พุกพลาสติกหรือโลหะก็ได้ควรติดตั้งขาฉากของชั้นวางห่างกันไม่เกิน 2 ฟุต ซึ่งแล้วแต่น้ำหนักของสิ่งของแต่สjวนปลายของแผ่นชั้น แต่ละข้างไม่ควรยื่นออกจากขาฉากเกิน 1 ฟุต
ขั้นตอนที่ 3
    ใช้ระดับน้ำทาบวัดระยะให้ขาฉากอีกอันได้แนวเดียวกันทำเครื่องหมายไว้แล้วจึงเจาะใส่สกรู
ขั้นตอนที่ 4
     แบบปรับระดับได้ กำหนดตำแหน่งที่จะติดตั้งรางเหล็กสำหรับปรับระดับทำเครื่องหมายที่จะเจาะรู เจาะเข้าผนังด้วยสว่านไฟฟ้า ล้วฝังพุกแล้วจึงยึดรางด้วยสกูร

ขั้นตอนที่ 5
     ใช้ระดับน้ำวางทาบบนปลายของรางเหล็กอันแรก เพื่อวัดระยะติดตั้งรางเหล็กอันที่ 2เมื่อได้ระดับ แล้วจึงทำเครื่องหมายไว



            จากวิธีการดังกล่าวเมื่อนำอิฐมวลเบา BlokCoไปใช้งานจริงที่เหมาะกับคุณสมบัติของอิฐมวลเบา BlokCo ของเราแล้วพร้อมทั้งข้อแนะนำวิธีต่างๆเพื่อให้คงทน มีความแข็งแรงมากขึ้น ท่านที่กำลังคิดจะก่อสร้างสิ่งต่างๆ พร้อมกับคำแนะนำดีๆ ท่านสามารถติดต่อสั่งซื้ออิฐมวลเบา BlokCoได้ที่โรงงานผลิตของเราที่จังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดศรีสะเกษ มีบริการส่งถึงที่ พร้อมขายที่ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง







วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

การสร้างรั้วบ้าน

การสร้างรั้วบ้าน เป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งที่เจ้าของบ้านควรคำนึงถึง เพราะรั้วบ้านเป็นเหมือนสิ่งแรกที่ผู้คนมองเห็น และหากเลือกการสร้างรั้วบ้านที่ผิดพลาดก็อาจจะทำให้บ้านดูไม่สวยงาม หรือเป็นอุปสรรคต่อกา­­­­­รก่อสร้าง ดังนั้นการสร้างรั้วบ้านควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

อย่าสร้างรั้วก่อนสร้างบ้าน

การสร้างรั้วก่อนการสร้างบ้าน มีข้อเสียอยู่หลายประการดังนี้
1. การขนย้ายวัสดุอุปกรณ์รวมถึงรถที่จะเข้ามาทำงานในที่ดินไม่สะดวก เช่น ช่องประตู อาจจะไม่กว้างพอสำหรับรถแทรกเตอร์หรือรถตักดิน วงเลี้ยวของรถที่ขอเสาเข็มอาจจะไม่พอ จนก่อความเสียหายให้กับรั้วบ้านได
2. รั้วบ้านอาจจะพังก่อน เนื่องจากโครงสร้างใต้ดินของรั้วบ้านกับตัวบ้านแตกต่างกัน การตอกเสาเข็มสาหรับรั้วบ้านไม่ลึกเท่ากับของตัวบ้าน ดังนั้น เวลาที่ตอกเสาเข็มของตัวบ้าน ทำให้โครงสร้างเสาเข็มของรั้วสะเทือน หรืออาจจะพังลงมาก่อนบ้านจะสร้างเสร็จก็เป็นได้
การวางแนวรั้วหน้าบ้านกับรั้วข้างบ้าน แตกต่างกันอย่างไร
โดยทั่วไปรั้วข้างบ้านจะวางอยู่ในแนวกึ่งกลางระหว่างที่ดินของเรากับของเพื่อนบ้าน โดยใช้แนวแบ่งเขตที่ดินเป็นเกณฑ์ ทำให้รั้วนั้นอยู่ในเขตเราครึ่งหนึ่งและอยู่ในเขตเพื่อนบ้านอีกครั้งหนึ่ง (ในกรณีนี้อาจจะแบ่งกันจ่ายค่าก่อสร้างรั้วกันคนละครึ่ง) ส่วนรั้วหน้าบ้านมักจะติดกับทางสาธารณะ การวางแนวรั้วต้องวางให้ขอบรั้วด้านนอกอยู่ในเขตที่ดินของเรา โดยห้ามไม่ให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งปลูกสร้างล้าเข้าไปในที่สาธารณะเด็ดขาด
-รั้วบ้านด้านในควรเดินขอบปูนโดยรอบ
ในกรณีที่รั้วบ้านด้านในอยู่ติดกับพื้นที่ที่เป็นสนามหญ้า หรือสวนการเดินขอบปูนอยู่ติดกับโครงสร้างรั้วโดยยกขอบพื้นให้ถอยจากริมสนามหญ้า ประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อให้เครื่องตัดหญ้าสามารถเข้าไปถึงขอบด้านในสุดของสนาม ทำให้สนามหญ้าเรียบร้อยขึ้น
-รั้วที่มีความยาวมาก ๆ ควรขยายขนาดฐานรากในทุก ๆ ช่วง 6-8 เมตร
สำหรับรั้วบ้านที่มีความยาวมาก ๆ ความแข็งแรงขอบรั้วจะน้อยลง ดังนั้น เวลาที่เตรียมโครงสร้างใต้ดินของรั้ว ควรจะปรึกษาวิศวกร เพื่อสำรวจที่ดินแนวรั้วก่อน
-ไม่ควรก่อกำแพงชิดกับตัวบ้าน
ควรเว้นระยะระหว่างรั้วกำแพงกับตัวบ้าน อย่างน้อยประมาณ 0.80 เมตร หากน้อยกว่านี้เราจะไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ทำให้เกิดเป็นซอกมุมอับหรือสะสมสิ่งสกปรกได้
-ระยะห่างของรั้วเหล็กโปร่งสาหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัข
บางบ้านที่เลี้ยงสุนัข ไม่อยากให้สุนัขลอดรั้วหนีออกไปข้างนอกจึงควรสร้างรั้วเหล็กโปร่งให้มีแนวเหล็กถี่ขึ้นโดยเฉพาะช่วงล่างของรั้ว ให้แต่ละช่วงเว้นช่องประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นลูกสุนัขก็ควรจะถี่กว่านี้
-ประตูรั้วบ้านควรเปิดเข้าในบ้านอย่างเปิดออกถนนใหญ่
ประตูรั้วหน้าบ้านไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ควรเปิดเข้าในบ้านเสมอ อย่าเปิดออกนอกถนนใหญ่ เพราะการเปิดเข้าทำให้เกิดความรู้สึกเชื้อเชิญยินดีต้อนรับและที่สำคัญคือปลอดภัยกับรถบนถนนที่วิ่งผ่านไปผ่านมาไม่ให้มาชนประตูของบ้านเรา
-การต่อเติมรั้วบ้าน
หากมีการต่อเติมขยายความยาวของรั้วบ้าน ต้องอย่าลืมว่าโครงสร้างรั้วเก่ากับรั้วใหม่แตกต่างกัน รั้วเก่าการทรุดของเข็มอยู่ตัวแล้วส่วนรั้วใหม่แม้ว่าจะตอกเสาเข็มให้ลึกเท่ากันก็ตาม แต่ก็ยังมีการทรุดตัวของเข็มอยู่ ดังนั้น อย่าทำโครงสร้างเชื่อมติดกัน ควรแยกโครงสร้างโดยเด็ดขาด
-กำแพงหรือรั้วที่ติดถนนใหญ่และติดริมแม่น้ำ
เนื่องจากพื้นที่บริเวณถนนใหญ่หรือทางสาธารณะ มักจะมีการสัญจรของยานพาหนะค่อนข้างมาก การรับน้ำหนักของผิวจราจรจึงสูงกว่าปกติ ฉะนั้นหากเรามีรั้วบ้านอยู่ติดกับถนนใหญ่ ต้องเพิ่มความยาวของเสาเข็มที่ตอกอีกประมาณ 1-2 เท่า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับรั้วบ้าน และกันการสั่นสะเทือนจากผิวจราจร ส่วนรั้วที่ติดริมแม่น้ำก็เช่นกัน ควรจะเพิ่มขนาดความยาวของเสาเข็มอีกด้วย เพราะลักษณะของดินริมแม่น้ำมีความอ่อนตัวและยุบตัวค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีคลื่นที่จะมากระทบเข้ากับฐานของกำแพงริมน้ำได้อีกด้วย
ดังนั้นการสร้างบ้านเราควรที่จะสร้างกำแพงหลังจากตัวบ้านเสร็จ ถึงจะมีความเหมาะและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายของตัวกำแพง
สุดท้ายขอแนะนำ อิฐมวลเบา BlokCo  ที่เหมาะแก่การนำไปก่อผนังบ้านอย่างมาก เพราะผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ ทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ และฟองอากาศมากประมาณ 65% ทำให้ตัวบล็อกน้ำหนักเบา  มีขนาดที่ได้มาตรฐาน เพราะผลิตจากโรงงานที่มีคุณภาพ มีการควบคุมการผลิตจากวิศวกร ทำให้ขนาดของอิฐมวลเบาเท่ากันทุกก้อนทำให้ผู้ใช้งานนำไปก่อผนังทำได้ง่าย ไม่ต้องตัดแต่งเยอะ ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ที่โรงงานผลิตของเรา ซึ่งมีอยู่  2 ที่ ดังนี้
1.โรงงานผลิตอิฐมวลเบา ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เดินทางง่าย สะดวก มีพนักงานให้บริการอย่างดี
2.ที่ตั้งโรงงานอยู่บนถนนเส้นรอบเมือง ตรงข้าม Big C อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ สังเกตได้ง่าย   เดินทางสะดวก


วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

การผลิตอิฐมวลเบาชนิดไม่อบไอน้ำ (Cellular Lightweight Concrete :CLC)


วีดีโอสาธิตการผลิตอิฐมวลเบา


วัสดุที่ใช้ทำ  

เป็นส่วนผสมของ ทราย ซีเมนต์  มีฟองอากาศมากประมาณ 65% ทำให้เบา(ลอยน้ำได้)  ความเบาก็จะทำให้ประหยัดโครงสร้าง เป็นฉนวนความร้อน ค่าการต้านทานความร้อนดีกว่าคอนกรีตบล็อก 4 เท่า ดีกว่าอิฐมอญ 6-8 เท่าไม่สะสมความร้อน ไม่ติดไฟ   ทนไฟ 1,100 องศาได้นาน 4 ชม. กันเสียงได้ดี เมื่อฉาบจะแตกร้าวน้อยกว่าก่ออิฐฉาบปูน เนื่องจากตัวบล็อกกับปูนฉาบมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกัน

วัสดุ อุปกรณ์
1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา (Ordinary Portland cement)
2. น้ำสะอาดไม่มีสิ่งเจือปน น้ำจะทำหน้าที่เข้าผสมกับปูนซีเมนต์และทำปฏิกิริยาเคมีแล้วเกิดความร้อนที่เรียกว่า Heat of hydration ทำให้ผงซีเมนต์นั้นกลายเป็นวุ้นเกิดความเหลว สามารถเทและกระทุ้ง หรือเขย่าแบบหล่อให้เป็นรูปร่างต่างๆได้ และทำให้ซีเมนต์เหนียวซึ่งเป็นตัวประสานผิวระหว่างเม็ดของวัสดุผสม เกาะยึดกันแน่นเมื่อแข็งตัว
3. ทรายละเอียด
4.โฟมมอร์ต้า
5. เครื่องปั่นฟองอากาศขนาด 1 ลบ.ม.
6. เครื่องตัดอิฐ 
7. แบบเหล็ก
8. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเทโฟมมอร์ต้า

ขั้นตอนการทำอิฐมวลเบา ชนิดไม่อบไอน้ำ (Cellular Lightweight Concrete : CLC) 
         นำวัสดุที่เตรียมไว้มาร่อนด้วยตะแกรงคัดขนาด เอาส่วนหยาบออก ให้เหลือแต่ส่วนละเอียด
         นำวัสดุคลุกเคล้าส่วนผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน
         นำวัสดุแต่ละชนิดที่เตรียมไว้ ทยอยเทลงในเครื่องจากนั้น เติมน้ำแปรรูปพิเศษลงไปคลุกเคล้าเป็นลำดับสุดท้าย คลุกเคล้าต่อไปกระทั่งส่วนผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียวดีแล้ว
         วัสดุผสมที่ได้ก็พร้อมนำไปอัดรูป เป็นอิฐตามขนาดที่ต้องการก่อน
         นำไปอัดพิมพ์ควรสังเกตด้วยว่าส่วนผสมนั้น มีความชื้นพอเหมาะดีหรือไม่ หากแห้งเกินไป เมื่ออัดพิมพ์แล้วอาจแตกร้าวได้
         กรอกส่วนผสมลงแม่พิมพ์ให้มากพอทยอยกรอกส่วนผสมลงแม่พิมพ์ พร้อมๆกับใช้มืออัดส่วนผสมให้แน่น และให้ส่วนผสมนั้นพูนล้นแม่พิมพ์เล็กน้อย จึงอัดพิมพ์ เพื่อให้ได้มวลอิฐที่แน่น ไม่แตกร้าว
         หลังจากถอดแบบพิมพ์ ให้ผึ่งลมทิ้งไว้ ประมาณ 3 วัน อิฐมวลเบาที่ได้จะแห้งสนิทสามารถนำไปใช้งานได้

อิฐมวลเบา BlokCo ใช้กระบวนการผลิตอิฐมวลเบาไม่อบไอน้ำ หรื CLC  จึงทำให้คุณสมบัติดีกว่า อิฐมวลเบาที่อบไอน้ำจะดูดซึมน้ำเข้าตัวอิฐมวลเบามากกว่า จึงเป็นข้อเสียของอิฐมวลเบาชนิดนี้ ส่งผลให้อิฐมวลเบา BLokCo ที่ถูกพัฒนาให้ออกมาดีกว่าแบบเดิม ซึ่งมีโรงานผลิตอิฐมวลเบาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ